Tarot Journal EP 01 การดูไพ่กับพ่อหมี

สวัสดีมิตรรักแฟนเพลงทุกท่านนะครับ วันนี้พ่อหมีดูดวงจะมาพูดคุยเกี่ยวกับการดูไพ่ Tarot แบบไม่แม่นนะครับ สำหรับสมาชิก ท่านใดที่สนใจจะดูไพ่สามารถไปติดต่อติดตามกันที่เพจ https://www.facebook.com/tarotbybye/ ไปกด Like กด Subscribe กด Share ได้เลยนะครับ การันตีความไม่แม่นครับ, Tie-in เสร็จเข้าเรื่องได้ อิอิ

หลังจากบทความที่แล้วนะครับ พ่อหมีได้พูดถึงความเป็นมาคร่าว ๆ ของไพ่ Tarot ไปแล้วนะครับ วันนี้นะครับพ่อหมีจะเล่าให้ครับว่าทำไมพ่อหมีถึงไม่เรียกตัวเองว่าพ่อหมอและไม่เป็นพ่อหมอแต่มาเป็นพ่อหมี ตั้งใจฟังให้ดีจากหูหมีไม่ใช่หูหมอ

จากสารคดีเรื่อง Prediction by the numbers นะครับเป็นสารคดีเกี่ยวกับ”สถิติ”ครับ ในสารคดีได้มีการอธิบายถึงตั้งแต่ที่มาของสถิติศาสตร์ พัฒนาการ การใช้ประโยชน์ที่เกิดขึ้น ข้อจำกัดในการใช้งานและความเข้าใจผิดที่หลายคนรวมถึงนักวิจัยในหลากหลายแขนงที่ยังคงมีความเข้าใจผิดอยู่ เช่นเรื่องค่า Sig นอกจากนี้ยังพูดถึงการนำสถิติไปใช้ประโยชน์ในยุคปัจจุบันและอนาคต หากใครสนใจสามารถไปหารับชมเพิ่มเติมได้ครับ เป็นสารคดีสั้น ๆ เพียง 50 นาทีที่อธิบายโดยใช้ภาษาแบบไม่ยากครับ สามารถนำไปเป็นสื่อการเรียนการสอนวิชาสถิติได้อย่างดีเลยสำหรับผู้เริ่มต้น

ประเด็นที่ผมสนใจก็คือในสารคดีได้มีการพูดถึงทฤษฎี The wisdom of crowds ที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 100 ปีที่แล้วโดย Sir. Francis Galton ซึ่งคุณลุงเขาเป็นนักสถิติครับและลุงได้มีโอกาสได้ไปเที่ยวงานกิจกรรมในปี 1906 ซึ่งหากเปรียบเทียบบ้านเราก็จะเป็นงานวัด งานกาชาด งานฤดูหนาวหรืองานปอยฟ้อนผีมด โดยภายในงานได้มีกิจกรรมหนึ่งที่คุณลุงสนใจครับนั่นคือกิจกรรมทายน้ำหนักตัวของวัวหนุ่ม เมื่อกิจกรรมได้สิ้นสุดลงปรากฎว่าไม่มีใครที่ทายน้ำหนักตัวของวัวตัวนั้นถูกต้องเลยครับ ด้วยความสงสัยของคุณลุงฟราน ลุงฟานรีบกลับบ้านและนำตัวเลขของคนกว่า 787 คน ที่ประกอบไปด้วยตั้งแต่ผู้เชี่ยวชาญยันคนธรรมดา มาทายมาหาค่าเฉลี่ยและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือ “ค่าเฉลี่ยที่เกิดขึ้นมีความคลาดเคลื่อนกับน้ำหนักที่แท้จริงของวัวตัวนั้นเพียง 1 เปอร์เซนเท่านั้น” นอกจากนี้แล้วในสารคดีเองก็ได้ทำการทดลองกิจกรรมทายเยลลี่ในขวดโหล ซึ่งผลที่ได้ก็คือค่าเฉลี่ยที่เกิดขึ้นมีความคลาดเคลื่อนเพียง 6 เปอร์เซนเท่านั้น และยังมีเรื่องของเรือนดำน้ำ Scorpion ที่สารคดีไม่ได้พูดถึง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการนำค่าเฉลี่ยของคนมาหาจุดจมและจุดที่ค้นพบว่าเรือดำน้ำจมจริงอยู่ห่างจากจุดที่ทำนายว่าจมเพียง 100 เมตรเท่านั้น จากจุดส่งสัญญาณครั้งสุดท้ายที่มีพื้นที่ค้นหากว่า 40 กิโลเมตร

จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นทฤษฎีนี้จะถูกนำมาใช้ในแง่ที่ว่าการอยู่เป็นกลุ่ม การตัดสินใจเป็นกลุ่มเป็นการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพกว่าการตัดสินใจของคนคนเดียว และการฟังแต่ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญจำนวนน้อยนั้นไม่ใช่เรื่องที่มีประสิทธิภาพเพราะผู้เชี่ยวชาญในจำนวนที่น้อยจะมีข้อมูลที่ไม่ค่อยแตกต่างกัน ข้อมูลที่ได้จะไม่มีการกระจายตัวและจะทำให้เห็นถึงปัญหาไม่ครบทุกด้าน แต่การฟังคนจำนวนมากจะทำให้เห็นทั้งด้านดีและด้านแย่ที่เกินกว่าความเป็นจริง ซึ่งสุดท้ายแล้วยิ่งเรามีแผนรับมือกับความเปลี่ยนแปลงมากเท่าไร เราก็จะรับมือและปรับตัวได้ดีขึ้นมากเท่านั้น

แต่ประเด็นที่ผมต้องการจะสื่อก็คือ น้ำหนักตัวของวัวหนุ่มจะเปลี่ยนไปตามการทายหรือคำทำนายของคนส่วนมากหรือไม่? เช่นเดียวกันกับชีวิตของเราครับ หากมีคนมาทำนายทายหรือทักว่าชีวิตของเราจะเกิดสิ่งนี้ขึ้น สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นจริง ๆ หรือ? ในมุมของผมแล้วหากอธิบายโดยทฤษฎี The wisdom of crowds คุณจะพบว่าในเหตุการณ์หนึ่งจะมีหมอดูกลุ่มหนึ่งที่ทายถูกและมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ทายผิด เพราะนั่นคือธรรมชาติของเหตุการณ์ครับ หากเราเก็บตัวอย่างหรือเก็บข้อมูลในจำนวนที่มากพอ

หากใครที่เคยดูไพ่กับผมนะครับจะทราบดีว่าผมจะไม่ตอบคำถามปลายปิดแต่จะตอบคำถามที่เป็นคำถามปลายเปิดเท่านั้น โดยคำถามปลายปิดคือคำถามที่คำตอบที่ได้จะมีเพียง Yes หรือ No เท่านั้น เช่น จะได้งานไหม? จะตอบตกไหม? แฟนจะทิ้งรึปล่าว? จะท้องไหม? ผมจะไม่ตอบคำถามแนวนี้ครับ ผมไม่ตอบแนวใช่หรือไม่เพราะผมเชื่อว่ามีหมอดูท่านอื่นมากมายที่สามารถทำหน้าที่นี้ได้ดีกว่าผมครับและผมไม่ใช่หมอดูครับ แต่ผมจะตอบคำถามที่เป็นคำถามปลายเปิดเท่านั้นและจะให้คิดถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างน้อย 3 แนวทาง เช่น หากลงมือทำแนวทางที่หนึ่งจะเกิดขึ้นอะไรขึ้นบ้าง แนวทางที่สองและแนวทางที่สาม? ควรจะเตรียมตัวอย่างไรบ้าง? จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สอนอะไรเราบ้าง? เราควรเรียนรู้อะไรได้บ้างจากเหตุการณ์นี้เพื่อไม่ให้พบเจอกับสถานการณ์แบบเดิม? อะไรคือสิ่งที่เราควรให้ความสนใจในเหตุการณ์นี้? ฯลฯ

สำหรับผมแล้วอนาคตอยู่ในมือของตัวท่านเองครับ สำหรับผมไพ่ไม่ใช่เครื่องมือที่ผมใช้ในการทำนายอนาคตที่แม่นยำ ผมไม่ใช่ผู้รู้ แต่การดูไพ่(ไม่ใช้คำว่าดูดวง)กับผมนั้นสิ่งที่คุณจะได้ก็คือ creative skill ในการตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของตัวคุณเอง การฝึกมองปัญหาในมุมมองแบบใหม่ การฝึกการหาทางออกในแนวทางที่สร้างสรรค์มากกว่าเดิม การฝึกเปิดในใจในการลองเรียนรู้สิ่งใหม่ การฝึกมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในมุมมองที่ต่างออกไปครับ

“จุดขายของผมคือการดูไพ่แบบไม่แม่นครับ เพราะผมดูไพ่แต่ไม่ดูดวงครับ”

รัก

พ่อหมี

Tarot Journal EP 0

สวัสดีมิตรรักแฟนเพลงทุกท่านนะครับ วันนี้พ่อหมีดูดวงจะมาพูดคุยเกี่ยวกับการดูไพ่ Tarot แบบไม่แม่นนะครับ สำหรับสมาชิก ท่านใดที่สนใจจะดูไพ่สามารถไปติดต่อติดตามกันที่เพจ https://www.facebook.com/tarotbybye/ ไปกด Like กด Subscribe กด Share ได้เลยนะครับ การันตีความไม่แม่นครับ

วันนี้พ่อหมีจะมาอธิบายเกี่ยวกับ Tarot Journal ครับ โดยจะเป็น Journal ในแบบของเราเองนะครับ

ก่อนอื่นเลยหลาย ๆ คนคงทราบดีอยู่แล้วว่าไพ่ Tarot นั้นหรือที่คนไทยรู้จักในชื่อไพ่ทาโรต์ (พ่อหมีไม่อยากจะใช้คำนี้ครับเพราะว่าถ้าพูดถึงแล้วจะคิดถึงปลาเส้นแล้วรู้สึกหิว) ถูกนำมาใช้ในการทำนายดวงชะตาของผู้ที่ต้องการจะหยั่งรู้อนาคต ซึ่งต่อให้ร่างกายและสมองของมนุษย์จะทรงประสิทธิภาพเพียงใด แต่ในใจของก็ยังคงหวั่นไหวและเกรงกลัวกับอนาคตที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ไม่ว่าจะมีอายุมากขึ้นขนาดไหนก็ตามความกลัวเหล่านี้ก็ไม่เคยหายไปจากจิตใจของเรา ความสามารถในการหยั่งรู้อนาคตจึงเป็นเหมือนกับเครื่องมือที่ช่วยปลอบประโลมใจเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก ความมั่นใจเมื่อต้องตัดสินใจสิ่งที่มีโอกาสผิดพลาด และเตรียมพร้อมรับมือกับบาดแผลอันยิ่งใหญ่ของสิ่งที่กำลังจะตามมา

อย่างไรก็ตามไพ่ Tarot เป็นเครื่องมือหนึ่งที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 เพื่อความบันเทิง หากเปรียบเทียบก็จะเป็นบอร์ดเกมสมัยก่อน สังเกตได้จากไพ่จะมี 4 หมวด โดยแต่ละหมวดจะประกอบด้วย 1-10 และมี King Queen Knight Jack ซึ่งเหมือนสำรับไพ่ที่พบเห็นได้ทั่วไปในปัจจุบัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ถูกพัฒนานำมาใช้ในการดูดวง พยากรณ์อนาคต จนกลายเป็นที่นิยมในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 แต่ก็ยังมีหลายคนที่ยังคงเล่นไพ่ Tarot เป็นเกมกระดานจนกระทั่งปัจจุบัน

เมื่อเวลาผ่านไปไพ่ Tarot ถูกนำไปผูกเข้ากับความเชื่อต่าง ๆ มากขึ้น ตั้งแต่สัญลักษณ์ของอียิปต์ ความเชื่อของชาวยิว คัมภีร์ตันตระของชาวอินเดีย ชาวจีน เวทย์มนต์ เทพปกรณัมกรีกและอีกมากมายหลายความเชื่อที่แต่ละคนจะคิดออก ซึ่งตำนานเหล่านี้ทำให้ไพ่ดูมีความขลังและความน่าเชื่อถือมากขึ้น

ซึ่งตำนานและความเชื่อที่แต่ละคนยึดถือนี้เองทำให้การแปลความหมายของไพ่ออกมาได้ไม่เหมือนกัน ซึ่งพ่อหมีมองว่าตรงนี้ไม่มีใครถูกหรือใครผิดนะครับ เรามีความเชื่อที่แตกต่างกันได้ไม่ผิดครับ ลองนึกภาพว่ามีคนที่นับถือศาสนาต่างกันมายืนชี้หน้าด่าว่าเราทำผิดอย่างนั้นอย่างนี้ เราคงไม่รู้สึกดีกับเหตุการณ์นี้ใช่ไหมครับ? เราจะไม่ทำแบบนั้นกับคนอื่นครับ ดังนั้นหากพ่อหมีดูไพ่ไม่เหมือนกับที่อื่นหรือที่อื่นดูแล้วไม่เหมือนกับเราก็อย่าไปว่าเขาครับ เคยมีคนเคยพูดกับพ่อหมีว่า “ความเป็นผู้ใหญ่คือความสามารถในการยอมรับความเห็นที่แตกต่าง” พ่อหมีไม่ใช่เทพครับ เป็นคนธรรมดา และยังเรียนรู้ที่จะเปิดใจและหรับฟังความเห็นที่แตกต่างจากผู้อื่นอยู่ครับ

สรุปนะครับ วันนี้ยังไม่ได้พูดถึง Tarot Journal กันแม้แต่น้อยครับ ถถถถ แต่จะพูดถึงใน EP ต่อไปนะครับ หากใครสนใจจะดูไพ่Tarot (พ่อหมีไม่ใช้คำว่าดูดวงนะครับ เดี๋ยวจะอธิบายในภายหลังครับ/และไม่อยากใช้คำว่าพ่อหมอเพราะไม่อยากหมอแต่อยากเป็นหมีครับ ถถถ) สามารถไปสอบถามรายละเอียดที่ Page Tarotbybye ได้เลยนะครับ ส่วนอัตราค่าบริการจะอยู่ที่ครั้งละ 200 THB/hrs. หรือถ้าไม่อยากดูดวงแต่อยากให้ Tip เลยก็ติดต่อหลังไมค์ได้นะครับ ถถถถ

ส่วนถ้าใครสนใจศึกษาต่อเพิ่มเติมด้วนตัวเอง พ่อหมีเรียนจากหนังสือ Tarot 101: Mastering the Art of Reading the Cards ของ Kim Huggens และยึดการดูไพ่ตามนี้เป็นหลักนะครับ ไปเรียนมาหลายที่ครับแต่พ่อหมีชอบแนวคิดของคนนี้มากที่สุดละครับ

ขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนและอ่านมาจนถึงตอนนี้ ยังไงก็ตามช่วงนี้อย่าลืมรักษาสุขภาพตัวเอง ทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย ดูแลคนรอบข้างและอย่าลืมแบ่งเวลาให้กับตัวเองด้วยนะครับ

รัก

พ่อหมี

สรุปหนังสือ อยู่ร้อยปีไม่มีป่วย

**การกินอาหารที่อุดมไปด้วยเอนไซม์จะมีส่วนช่วยในการปรับสภาพแวดล้อมของลำไส้ให้เหมาะสม**

สำหรับการสร้างเอนไซม์ของจุลินทรีย์ในร่างกาย

ซึ่งในร่างกายของมนุษย์นั้นมีการสร้างเอนไซม์ในปริมาณจำกัด

การที่เราอยู่ในสังคมที่มีความเครียดและมลภาวะนั้นจะทำให้เราใช้เอนไซม์เปลืองมาก

ดังนั้นการได้รับเอนไซม์จากสิ่งมีชีวิตจึงเป็นเรื่องสำคัญ

นมวัวที่ผ่านกรรมวิธี Homogenization

เพื่อทำให้ไขมันในนมแตกจนเป็นขนาดเล็ก

ป้องกันการแยกชั้น ซึ่งกระบวนการนี้จะทำให้อากาศเข้ามาผสมในนม

ส่งผลให้ไขมันในนมเป็นไขมันที่เป็นกรดมาก

ซึ่งไขมันที่เป็นกรดมากเกินก็คือไขมันที่บูด

อาหารสดใหม่ดีต่อร่างกายเพราะอุดมไปด้วนเอนไซม์และยังไม่ทำปฎิกริยากับออกซิเจน

ถ้าเรากินอาหารที่ทำปฎิกิริยากับออกซิเจนเป็นประจำจะทำให้มีอนุมูลอิสระมาก

และอาหารที่ทำปฎิกิริยากับออกซิเจนจะมีเอนไซม์อยู่น้อยมากๆ

ทำให้ร่างกายได้รับเอนไซม์ไม่เพียงพอจึงไม่สามารถกำจัดอนุมูลอิสระได้ทำให้ร่างกายเกิดโรคตามมา

ลดอาหารที่ใช้น้ำมันปรุงอาหาร

แล้วหันไปรับประทานอาหารที่มีไขมันในตัวของมัน เช่น ถั่ว และ งา

การทานเนื้อสัตว์ที่อุณหภูมิสูงกว่าร่างกายจะทำให้เลือดเราสกปรก

เพราะไขมันจากสัตว์อุณภูมิร่างกายจะสูงกว่ามนุษย์

ซึ่งสภาพของคงที่ของอุณหภูมิจะอยู่แค่ภายในร่างกายนั้น

เมื่อเปลี่ยนมาอยู่ในร่างกายมนุษย์ไขมันจะจับตัวเป็นก้อนหนืด ทำให้เลือดเหนียวไหลเวียนติดขัด

ปลาเนื้อขาวดีต่อสุขภาพมากกว่าปลาเนื้อแดง

เพราะปลาเนื้อแดงจะทำปฎิกิริยาต่อออกซิเจนมากกว่าเนื่องปลาเนื้อขาวมีธาตุเหล็กอยู่มาก

เมื่อธาตุเหล็กทำปฎิกิริยากับออกซิเจนธาตุเหล็กจะกลายเป็นเฟอร์ริกที่เป็นภัยต่อสุขภาพ

ถ้าจะทานต้องทานแบบที่สดใหม่

การบริโภคอาหารแบบชินยะ

จะเน้นบริโภคอาหารเป็นผักผลไม้ 85 ต่อเนื้อสัตว์ 15

ข้าวขัดขาวคืออาหารที่ตายแล้ว

เมื่อข้าวโดนขัดรำข้าวและจมูกข้าวออกไปทำให้สารอาหารหลุดออกไปด้วย

การเคี้ยวอาหารย่อยได้ดีกว่าการกินข้าวต้มโดยไม่เคี้ยว

การเคี้ยวจะช่วยให้เราประหยัดเอนไซม์

ควรเคี้ยวอาหารอาหารธรรมดาประมาณ 30-50คำ

อาหารย่อยยากควรเคี้ยวประมาณ50-70คำ

ความเจ็บป่วยของมนุษย์เกิดจากรูปแบบการใช้ชีวิตมากกว่ากรรมพันธ์

การเติบโตขึ้นมาในรูปแบบการใช้ชีวิตทั้งรสนิยมในอาหาร การปรุงอาหารรสจัด

ทำให้คนที่เติบโตมาในครอบครัวเดียวกันมีโอกาสมีโอกาสเป็นโรคเดียวกันกับพ่อแม่มากกว่ากรรมพันธ์

มีบางบทวิจัยบอกว่าการทานน้ำก่อนนอนจะทำให้เลือดไม่ข้นเหนียว

แต่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ไม่เห็นด้วย

เพราะการที่เราทานน้ำแล้วนอน

จะทำให้น้ำไปผสมกับกรดในกระเพาะแล้วสามารถไหลย้อนกลับมาที่หลอดลม

การดื่มน้ำที่อุณหภูมิ 20 องศาจะยิ่งช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงาน

โดยพลังงานจะถูกใช้มากขึ้น

เพื่อปรับอุณหภูมิในร่างกาย

ไม่ควรดื่มน้ำเย็นจัด

เพราะจะทำให้เอนไซม์ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

Ref : อยู่ร้อยปีไม่มีป่วย นพ.ฮิโรมิ ชินยะ

By Golf Inferno Club